แล้งนี้ต้องรอด

ในขณะที่กำลังยืนรีดผ้าอยู่เมื่อตอนเย็น ก็ได้เปิดทีวีดูข่าวช่องNBTไปพร้อมกันด้วย วันนี้มีหัวข้อข่าวหนึ่งน่าสนใจ หัวข้อที่ว่านี้ก็คือ แล้งนี้ต้องรอด เราฟังข่าวก็คิดตามไปว่าใช่ตอนนี้ประเทศไทยของเรากำลังเข้าสู่วิกฤตภัยแล้ง ทางการได้ประกาศออกมาให้เราเตรียมตัวเพราะปีนี้จะเป็นปีที่เข้าหน้าแล้งเร็ว

และยาวนานกว่าทุกปี ตามพยากรณ์อากาศของกรมอุตุวิทยาแจ้งว่าหน้าฝนจะมาตอนกลางปีซึ่งก็คือเดือนมิถุนายน  ทางการประปาหนองแคที่ผลิตน้ำประปาในเขตที่บ้านเราใช้ตอนนี้ก็ได้ส่งจดหมายแจ้งให้เราเตรียมตัวสำรองน้ำไว้ใช้ ต่อไปนี้จะปล่อยน้ำเป็นเวลาตามที่กำหนด และเตือนให้ทุกบ้านใช้น้ำกันอย่างประหยัด เนื่องจากขณะนี้คลองระพีพัฒน์ที่อำเภอหนองแคบ้านเราน้ำแห้งขอดมาก

ในช่วงข่าวแล้งนี้ต้องรอด ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์เกษตรกรในพื้นที่อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรีว่าปีนี้พวกเค้าตั้งรับมือยังไงกับภัยแล้งที่กำลังจะมาถึง  เกษตรกรเล่าว่าจากประสบการณ์ภัยแล้งของปีที่แล้วพวกเค้าต่างได้รับผลกระทบเสียหายต้นไม้ที่ปลูกไว้ไม่ออกลูกอีกทั้งล่มตายเป็นจำนวนมาก

ทำให้พวกเค้าได้ตระหนักถึงปัญหาและเตรียมตัวตั้งรับเป็นอย่างดีที่จะแก้ไขปัญหานี้  คือ อย่างแรกคือพวกเค้าเปลี่ยนจากที่ลงทุนปลูกมังคุดหรือทุเรียนที่ต้องใช้น้ำรดเป็นปริมาณมาก มาเป็นการปลูกผักแทน และเปลี่ยนจากการใช้ระบบรดน้ำที่แปลงมาเป็นระบบน้ำหยดจากท่อแทน  อย่างที่สองพวกเค้าลงทุนทำฝายเพื่อกักเก็บน้ำจากหน้าฝนปีที่แล้ว

โดยค่าใช้จ่ายที่เสียไปตกอยู่ประมาณฝายละ 20,000 บาท ซึ่งฝายพวกนี้สามารถเก็บกักน้ำไว้ในปริมาณมากพอให้พวกเค้านำมาใช้ในช่วงวิฤกติได้  และฝากเตือนไปยังเกษตรกรที่อยู่อาศัยตามที่ต่างๆในประเทศด้วยว่าอย่างนิ่งนอนใจกับปัญหาภัยแล้งที่จะมาถึงนี้ เร่งเตรียมความพร้อมรับมือกันได้แล้ว 

นอกจากนี้ทีมข่าวยังได้ลงพื้นที่ไปสำรวจด้วยว่าขณะนี้ประชาชนมีการเตรียมกันอย่างไรบ้าง ซึ่งก็ได้รับคำตอบที่คล้ายคลึงกันว่า ตอนนี้ทุกคนต่างกลัวจะไม่มีน้ำใช้เพราะตามแม่น้ำลำคลองต่างๆล้วนแห้งจนไม่มีน้ำเหลือแล้ว จึงเร่งลงมือสำรองน้ำไว้ใช้ และเริ่มที่จะใช้น้ำอย่างประหยัด เช่นบางคนนำน้ำที่ซักผ้า ล้างจานไปรดน้ำต้นไม้  , คอยตรวจตราก็อกน้ำที่บ้านไม่ให้ลืมเปิดน้ำทิ้งไว้ , ล้างถ้วยจานชามที่อ่างล้างจานก็เปิดน้ำเบาๆไม่เปิดแรงเกินไป ,เวลาที่ดื่มน้ำจากขวดไม่หมดก็จะไม่ทิ้งเก็บไปเพื่อล้างมือหรือล้างจานกันต่อ และอีกหลายสารพัดวิธีที่คิดได้  

หลังว่าหน้าแล้งที่จะมาถึงปีนี้เราคนไทยทุกคนจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริง

ช็อกหนักมากเมื่อเจอสภาพห้องในคอนโด

 

           เจ้าของห้องช็อกหนักมากเมื่อเจอสภาพห้องในคอนโดมีสภาพเป็นแบบนี้ หลังคุณหมอชายหญิงย้ายออก

                  เจ้าของคอนโดปล่อยเช่าได้มีการถ่ายภาพ สภาพห้องพักในคอนโดที่เอาไว้ปล่อยให้เช่าของตัวเองให้กับเพจดังเพจหนึ่งได้เอามาแฉ โดยเจ้าของห้องเช่าระบุว่า ห้องเช่าดังกล่าวเดิมมีคุณหมอที่เป็นผู้ชายและผู้หญิงซึ่งคาดว่าจะเป็นคนรักกันมาขอเช่าอยู่ด้วยกันเพราะต้องมาฝึกงานกับโรงพยาบาลของรัฐใกล้ๆกับคอนโด ซึ่งผู้เช่าได้แจ้งยกเลิกการเช่าของย้ายออก

ตนจึงเข้ามาเพื่อทำความสะอาดห้องเพื่อปล่อยให้คนอื่นเช่าต่อไป แต่เมื่อเปิดประตูเข้ามาในห้องและได้เห็นสภาพของห้องแล้วทำให้ตนที่เป็นเจ้าของห้องเช่ารู้สึกช็อกเป็นอย่างมากเพราะสภาพของห้องสกปรกมาก มีขยะกระจัดกระจายเต็มห้องไปหมด อีกทั้งข้าวของเครื่องใช้ก็มีสภาพเสียหาย โซฟามีรอยฉีกขาด หากดูจากรูปถ่ายที่นำมาเผยแพร่เรียกได้ว่าแทบไม่มีทางให้เดินเลยก็ว่าได้

เพราะมีทั้งขยะพลาสติก ขวดน้ำ กระดาษและอื่นๆอีกมากมายเต็มไปหมด แถมอ่างน้ำก็ถูกปล่อยให้สกปรกเป็นอย่างมาก  โดยเจ้าของห้องยังมีการบรรยายมาด้วยว่า ไม่อยากจะเชื่อว่าห้องนี้คนเช่าเป็นคุณหมอที่มีหน้าที่ต้องรักษาคนไข้ เป็นคนที่ต้องอยู่กับความสะอาดตลอดเวลา แต่ทำไมพอมาเป็นที่พักของตนเองถึงทำให้ห้องรกสกปรกได้มากขนาดนี้

เมื่อโพสต์ดังกล่าวได้มีการแชร์ออกไปก็เกิดเป็นกระแสวิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงคุณหมอชายหญิงทั้งสองคน โดยส่วนใหญ่ก็จะเข้ามาต่อว่าเรื่อง นิสัย หรือการถูกอบรมสั่งสอนมาจากที่บ้านและครอบครัว การศึกษาไม่ได้ช่วยอะไรได้ แต่บางคนก็ออกมาพูดติดตลกแทนว่า สงสัยคุณหมอจะงานยุ่ง มัวแต่ดูแลคนไข้จนไม่มีเวลาดูแลทำความสะอาดห้องของตัวเอง

            อย่างไรก็ตามหากใครได้เห็นสภาพห้องที่เลอะจนไม่มีที่จะเดินแล้ว เชื่อว่าหลายคนก็คงคิดไม่ถึงเหมือนกันว่านี่จะเป็นห้องที่เคยมีคุณหมอมาพักอาศัยถึง 2 คนแถมยังมีคุณหมอที่เป็นผู้หญิงอาศัยอยู่ด้วย เพราะพฤติกรรมนำขยะทิ้งในห้องเกลื่อนมากมายขนาดนี้ เคยมีการวินิจฉัยมาจากจิตแพทย์แล้วว่า กลุ่มคนเหล่านี้ที่รักความสกปรก

ชอบอยู่กับขยะมีอาการเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง ดังนั้นหากเป็นคุณหมอจริง ก็อาจกล่าวได้ว่า เรากำลังมีคุณหมอที่รักษาคนไข้แต่ตัวเองมีอาการทางจิตซะเองอยู่ถึง 2 คนเลยเชียว ซึ่งหากเป็นเรื่องจริงเราจะมั่นใจในความปลอดภัยของตนเองได้อย่างไร หากต้องให้หมอทั้งสองคนนี้มาคอยดูแลรักษาอาการป่วยของเรา เพราะตัวหมอเองยังป่วยจิตเองเลย