ไม่เปลี่ยนผ้าอนามัย เพิ่มความเสี่ยง “มะเร็งปากมดลูก” จริงหรือ?

ความเชื่อเรื่องการใส่ผ้าอนามัยแผ่นเดิมนานๆ หรือการรักษาความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่ไม่ดีพอในช่วงมีประจำเดือน มักถูกนำไปเชื่อมโยงกับโรคร้ายอย่าง

มะเร็งปากมดลูก อยู่เสมอ หลายคนอาจเคยได้ยินคำเตือนว่า “ถ้าไม่หมั่นเปลี่ยนผ้าอนามัย เลือดที่ค้างอยู่จะกลายเป็นมะเร็ง” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อเท็จจริงทางการแพทย์เป็นอย่างไร? เรามาหาคำตอบกันครับ

 

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การไม่เปลี่ยนผ้าอนามัย ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรง ของการเกิดมะเร็งปากมดลูก

 

สาเหตุหลักเกือบ 100% ของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า HPV (Human Papillomavirus) โดยเฉพาะสายพันธุ์เสี่ยงสูง (เช่น สายพันธุ์ 16 และ 18) ซึ่งส่วนใหญ่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ได้เกิดจากความสกปรกของผ้าอนามัยหรือตัวเลือดประจำเดือนเอง

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่พฤติกรรมการไม่เปลี่ยนผ้าอนามัยนำมาซึ่งปัญหาทางสุขภาพด้านอื่นๆ ที่ น่ากังวล ไม่แพ้กัน

 

เมื่อเราใส่ผ้าอนามัยแผ่นเดิมเป็นเวลานานเกินไป (มากกว่า 4-6 ชั่วโมง) สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ:

  1. การสะสมของแบคทีเรียและเชื้อรา: เลือดประจำเดือนเป็นอาหารชั้นดีของเชื้อจุลินทรีย์ เมื่อบวกกับความอับชื้นและความร้อนในร่มผ้า จะทำให้แบคทีเรียแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อในช่องคลอด หรือทางเดินปัสสาวะ
  2. กลิ่นไม่พึงประสงค์และอาการคัน: การหมักหมมของเลือดและเหงื่อทำให้เกิดกลิ่นเหม็นอับ และอาจเกิดผดผื่นคันจากการระคายเคือง
  3. ความเสี่ยงต่อภาวะช็อกจากการติดเชื้อ (TSS): แม้จะพบได้น้อยมาก (มักพบในผู้ที่ใช้ผ้าอนามัยแบบสอดแล้วลืมเปลี่ยนเกิน 8 ชั่วโมง) แต่ภาวะ Toxic Shock Syndrome เป็นอันตรายถึงชีวิตจากการติดเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด

 

หากจะมองหาความเชื่อมโยงที่ใกล้เคียงที่สุด คือการที่ร่างกายมีอาการ อักเสบเรื้อรัง  หากช่องคลอดหรือปากมดลูกเกิดการติดเชื้อและอักเสบซ้ำๆ เป็นเวลานานหลายปีโดยไม่ได้รับการรักษา

สภาพแวดล้อมที่อักเสบเรื้อรังอาจส่งผลให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเกิดความผิดปกติได้ง่ายขึ้นเมื่อ ร่วมกับ การติดเชื้อ HPV แต่ลำพังแค่การไม่เปลี่ยนผ้าอนามัยเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เกิดมะเร็งได้

อย่างไรก็ตาม  หวยบุญเจริญ    คำกล่าวที่ว่าไม่เปลี่ยนผ้าอนามัยแล้วจะเป็นมะเร็งปากมดลูกนั้น ไม่เป็นความจริงในเชิงสาเหตุโดยตรงแต่มันคือจุดเริ่มต้นของโรคติดเชื้อและอาการอักเสบที่บั่นทอนสุขภาพผู้หญิง

วิธีป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่ดีที่สุดคือ การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV และ การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear หรือ HPV DNA Test) เป็นประจำทุกปี ส่วนการเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ คือหัวใจสำคัญของการมีสุขอนามัยที่ดีและเพิ่มความมั่นใจในทุกๆ วัน